การดูแลเกียร์ออโต้
Posted by admin on
กันยายน 24, 2009
รถเก๋งนั่งในรุ่นใหม่ๆ (ไม่เกินกว่าสิบปีมานี้) ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนล้อหน้าหรือขับเคลื่อนล้อหลัง ระบบส่ง กำลัง ก็จะเป็นระบบเกียร์ออโตเมติกไปเสียเป็นส่วนมากแล้ว แต่ระบบเกียร์ธรรมดาก็ยังมีใช้อยู่กันมากมายเช่นกันนิยามของเกียร์ที่เรียกกันว่าอัตโนมัติทุกวันนี้ ควรที่จะถูกกำหนดเป็น “เกียร์กึ่งอัตโนมัติ” เสียมากกว่า เพราะผู้ขับขี่ยังต้อง โยกคันเกียร์ไปมาอยู่ ซึ่งหากเป็นเกียร์อัตโนมัติจริงๆ ก็ควรที่จะไม่ต้องมีคันเกียร์มาให้เกะกะยุ่งยากเลย มีแค่ผลักให้เดินหน้า หรือ ถอยหลังแบบรถที่ใช้ในสนามกอล์ฟ นั่นล่ะพอแล้ว
ถ้าจะพูดกันว่า ใน ห้องเกียร์ นั้นมีอะไรกันบ้างที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ ก็คงเป็นเรื่องที่จะเป็นวิชาการกันมากเกินไป แต่ถ้าจะ อธิบาย กันพอเข้าใจได้ง่ายๆ ก็จะแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ได้สัก 3-4 ชุด คือ
ชุดที่เป็น เพลา จะมีหน้าที่รับกำลัง และส่งกำลังชุดเฟืองเกียร์ ซึ่งจะถูกจัดให้อยู่เป็นคู่ๆ คือ คู่ใครคู่มัน เช่น ชุดเฟืองเกียร์หนึ่ง ชุดเฟืองเกียร์ 2-3-4-5 และชุดเฟืองเกียร์ถอยหลัง จากนั้นก็จะเป็นชุดเข้าเกียร์ ก็จะมีเฟืองเลื่อนเกียร์ ชุดหน่วงความเร็วของเฟืองเกียร์ หรือที่เราได้ยินได้ฟังกันว่า Synchromech ส่วนอื่นๆ ก็มี ท่อหายใจ (Breather) ซึ่งจะช่วยระบายความร้อนในห้องเกียร์ ซีลกันน้ำมัน และแน่นอน คือ น้ำมันเกียร์ที่ช่วยในการหล่อลื่น
ในระบบของรถขับเคลื่อน 4 ล้อ คลัตช์ หรือส่วนประกอบของชุดคลัตช์ ไม่มีอะไรที่แตกต่างกับรถขับเคลื่อนสองล้อ ไม่ว่าจะเป็น ขับเคลื่อนล้อหน้า หรือล้อหลัง ทั้งชิ้นส่วนของส่วนประกอบในระบบ หรือขั้นตอนการทำงานก็ตาม ส่วนในห้องเกียร์ รถขับเคลื่อน 4 ล้อ ถ้าเป็นห้องเกียร์หลักก็จะเหมือนๆ กับรถขับเคลื่อน 2 ล้อ ส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามา เพื่อทำให้รถคันนั้นกลายเป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ก็คือ ห้องเกียร์เสริม ที่ช่างจะเรียกกันว่า ชุดทรานเฟอร์ (Transfer Case)
ซึ่งในชุดเกียร์เสริมนี้ จะถูกกำหนดให้มีอัตราทดที่แตกต่างออกไปตามลักษณะการใช้งาน เช่น ขับเคลื่อนเฉพาะ 2 ล้อ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ตลอดเวลา (Full time 4 wheels drive) หรือขับเคลื่อน 4 ล้อ เมื่อต้องการ (Part time 4 wheels drive) และรวมถึงเกียร์ เพื่อการฉุดลาก (4 wheels drive low range) หรือที่นักขับรถประเภทนี้พูดกันว่า เกียร์สโลว์ ในรถประเภทนี้ การดูแลบำรุงรักษา ก็ดูแลกันตามปกติเช่นเดียวกับรถขับเคลื่อนสองล้อที่ใช้คลัตช์ และเกียร์
เกียร์ออโตเมติก อันที่จริงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากหรือซับซ้อนมากมาย ถ้าย้อน หลังกลับไปกว่า 50 ปี จะพบว่าเกียร์ออโตเมติกรุ่นแรกๆ ของรถแต่ละยี่ห้อ มีเกียร์ อยู่ 2 ถึง 3 เกียร์เท่านั้น ยังไม่มีระบบ Torque Converter ที่มี กลีบเทอร์ไบน์ซับซ้อนหมุนขับน้ำมันไฮดรอลิค เหมือนในปัจจุบันมีเพียง Fluid Coupling และใบพัดห่างๆ หมุนขับน้ำมันเท่านั้น แผ่นคลัทช์ (Friction Plate) คอยรองรับแรงบิดมหาศาลในยุคนั้นหนามาก ช่องทาง เดินน้ำมันห่าง กรองน้ำมันก็ไม่มีการใช้เกียร์ออโตเมติกแบบเก่า เพียงแค่เร่งให้แรงขึ้นแล้วถอนคันเร่ง เกียร์เปี่ยนไปในเกียร์ที่สูงขึ้น แถมบางรุ่นใช้การกดปุ่มที่วาง เรียงเป็นแถว เรียกกันว่าเกียร์ไฟฟ้า อย่างรุ่นไพโอเนียร์ในสมัยนั้น
ถ้าในปัจจุบันนี้ บริษัทผลิตรถยนต์ยังใช้เกียร์ออโตเมติกแบบเดิม การล้างเกียร์ออโตเมติกเห็นจะไม่จำเป็น เพราะเป็นชิ้นส่วน ขนาดใหญ่ ไม่ละเอียดเหมือนเกียร์ออโตเมติกในปัจจุบัน ที่แผ่นความฝืดมีตั้งแต่ 10 กว่าแผ่นขึ้นไปจนถึงกว่า 30 แผ่นก็มี Valve Body หรือสมองกล ที่สั่งการเปลี่ยนเกียร์ละเอียดถี่ยิบ กรองน้ำมันเกียร์ ชนิดกรองกันเป็นไมครอน แถมก้นแคร้งค์ยังต้องมีแม่เหล็ก ไว้จับเศษโลหะอย่างน้อย 2 จุด เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกสร้างปัญหากับเกียร์
ในเรื่องของเกียร์ออโตเมติกไม่มีสิ่งแปลกปลอมจะมีก็แต่สิ่งสกปรก ที่หลุดออกมาจากแผ่นความฝืด แผ่นเหล็กสปริง (Modul Plate) ซึ่งว่า กันว่าเกียร์ออโตเมติกลูกที่มีชิ้นส่วนน้อยที่สุด ก็มีชิ้นส่วนเกือบ 300 ชิ้น เศษ โลหะจากชิ้นส่วนจะหมุนวนอยู่ในจุดต่างๆ รวมทั้งทอร์คคอนเวอร์เตอร์ อันจะเป็นผลให้การทำงานของเกียร์ผิดปกติ กระชากสะดุด
การขับรถยนต์อย่างผิดวิธีหรือน้ำมันเกียร์ไหม้หลังจากการโอเวอร์ฮีทของเครื่องยนต์ ทำให้ทั้งแผ่นความฝืดและ Band Brake ไหม้ หลุดล่อน เศษโลหะวนเข้าไปในระบบเกียร์
การล้างเกียร์ออโตเมติก (Flush & Filled Auto Trans) ไม่ใช่วิธีแก้หรือ ยาขนานเอก ที่จะทำให้แผ่นคลัทช์ที่ไหม้ไปแล้ว (บางส่วน) หรือชิ้นส่วนที่สึกหรอกลับฟื้นคืนสภาพขึ้นมาใหม่ได้ หากแต่ว่าการล้างเกียร์ออโตเมติก หรือที่เราเรียกย่อๆ ว่า F&F สามารถหยุดความเสียหายไว้ ณ จุดนั้นๆ ยกตัวอย่างเกียร์ที่เกิดความเสียหายหรือสึกหรอไป 25% ทำ F&F แล้วจะหยุดความเสียหาย ไว้ 25% เท่าเดิม (หากเกียร์มีชิ้นส่วนเสียหายเกิน 50% เกียร์ลูกนั้นถือว่าหมดสภาพการใช้งาน)
เพื่อป้องกันและขจัดสิ่งสกปรกออกมาภายในเกียร์ ซึ่งจะเป็นการถนอม และช่วยให้เกียร์ออโตเมติกทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ควรล้างเกียร์ ออโตเมติก ทุกๆ 30,000 กม. สำหรับสภาพการใช้งานปกติ ซึ่งหลังจาก ล้างเกียร์ออโตเมติกแล้ว จะพบว่าในการขับขี่อัตราการถ่ายกำลัง จะตอบสนอง ได้เร็ว เนื่องจากการจับตัวของแผ่นความฝืด และสัมผัสได้เต็มหน้า เช่นเดียว กับรถใหม่ๆ
ปัจจุบันความเชื่อที่ว่า รถที่ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ธรรมดานั้น ดูแลบำรุงรักษาง่าย ค่าบำรุงรักษาถูกกว่า และประการสำคัญ คือ ขับได้สนุกกว่า อาจจะเป็นอดีตไปแล้ว ทั้งนี้ เพราะว่าเกียร์ธรรมดานั้น การดูแลบำรุงรักษาจะต้องเริ่มกันตั้งแต่น้ำมันคลัตช์ แม่ปั๊มคลัตช์ ปั๊มคลัตช์ ชุดผ้าคลัตช์ หวีคลัตช์ เรื่อยไปจนถึงน้ำมันเกียร์ เฟืองเกียร์ต่างๆ โดยรวมๆ แล้วการซ่อมการบำรุงรักษารถเกียร์ธรรมดา น่าจะมีภาระมากกว่าเกียร์ออโต้ด้วยซ้ำไป
ส่วนการซ่อมก็ถือว่าหนักไม่น้อยอยู่เหมือนกัน เอาแค่ชุดคลัตช์ก็ไม่ใช่เรื่องเบาๆ กระเป๋าแล้ว (ถ้าเป็นของแท้) และถ้าเป็นปัญหา ที่เกิดในห้องเกียร์จนถึงขั้นเกียร์ไหม้ เฟืองแตก เฟืองบิ่นด้วยแล้วหน้ามืดเอาง่ายๆ ทีเดียว ส่วนที่ว่า เกียร์ธรรมดา ขับสนุกกว่า เกียร์ อัตโนมัติก็เริ่มเปลี่ยนไป เพราะเกียร์อัตโนมัติในปัจจุบันมีการพัฒนาขึ้นมาก ทั้งความทนทาน ความสะดวกสบาย และพละกำลัง
ในเกียร์ธรรมดา ถ้าต้องการเปลี่ยนเกียร์ต้องเริ่มที่ผ่อนคันเร่ง เหยียบคลัตช์ ผลักคันเกียร์ ปล่อยคลัตช์ กดคันเร่ง แต่ในเกียร์ อัตโนมัติเหยียบแค่เร่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสียกันทั้งนั้น แต่ที่สำคัญก็คือ เมื่อใช้งาน แล้ว ต้องดูแลบำรุงรักษาให้ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง
การดูแลบำรุงรักษาก็ไม่มีอะไรมากมายนัก และไม่ต้องถึงกับต้อง ใช้ผู้เชี่ยวชาญชำนาญพิเศษ เริ่มกันที่การหมั่นตรวจตราดูระดับน้ำมัน ในห้องเกียร์ สำหรับรถในปัจจุบันที่เป็นรถเกียร์ธรรมดานั้น จะต้องรู้ ให้ได้ว่า น้ำมันเกียร์ที่ใช้ประจำห้องเกียร์นั้นเป็นน้ำมันเกรดใด เช่น บางรุ่นบางยี่ห้ออาจจะใช้น้ำมันเบอร์ 90 (SAE 90 W) และบางรุ่น บางยี่ห้ออาจจะถูกกำหนดให้ใช้เกรดเดียวกับน้ำมัน เครื่องยนต์ของรุ่น นั้นๆ
บางรุ่นบางยี่ห้ออาจจะถูกกำหนดให้ใช้น้ำมันเกรดเดียวกับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ ต้องระวังให้ดี และจำให้แม่นๆ ถ้าไม่แน่ใจ ก็ควร จะติดต่อขอรายละเอียดได้ที่ฝ่ายเทคนิคของรถยี่ห้อนั้นๆ โดยเฉพาะรถขับเคลื่อน 4 ล้อ อยากจะพูดว่า เติมน้ำมันผิดเกรดไม่ได้เลยครับ
รถเกียร์ธรรมดา ในการตรวจเช็คนั้นค่อนข้างจะยุ่งยากพอสมควร โดยเฉพาะกับสุภาพสตรี เพราะจะต้องมุดเข้าไปตรวจดูใต้ท้องรถ ดังนั้น หากจะให้ง่ายก็ขอให้ขับรถเข้าปั๊มน้ำมัน ไปที่แผนกเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน เขาจะมี หลุม หรือมีลิฟต์ยกรถให้ช่างประจำที่นั้นตรวจเช็คให้ไม่เสียเวลาอะไร มากมาย
และเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วในขณะที่ตรวจเช็คระดับน้ำมันในห้องเกียร์ (ถ้าเป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ต้องกำชับให้ตรวจเช็คในห้องเกียร์ เสริมด้วย) ก็น่าที่จะตรวจเช็คหาจุดรั่วซึมซึ่งก็มีไม่กี่จุด เช่น การรั่วซึมที่หน้าเกียร์ ถ้ามีการรั่วซึมจากจุดนี้ต้องพิจารณาให้ดีว่า เป็นน้ำมัน อะไร เพราะน้ำมันที่รั่วออกมาจากจุดนี้เป็นไปได้ 2 ชนิดด้วยกัน คือ น้ำมันเครื่องซึ่งจะรั่วออกมาจากทางซีลท้ายเครื่อง หรือ ที่ช่างเรียกกันว่า ซีลข้อเหวี่ยงหลังแต่ถ้าเป็นน้ำมันเกียร์จะรั่วออกมาจากจุดที่ช่างเรียกกันว่า ซีลหน้าเกียร์ การที่จะแยกแยะว่าเป็นน้ำมัน อะไรก็ต้องใช้ความเคยชิน เพราะน้ำมันทั้งสองชนิดนี้ทั้งสี และกลิ่นจะไม่เหมือนกัน
ถ้ามีการรั่วซึมจากจุดนี้ และต้องการเปลี่ยนซีล เช่น ซีลท้ายเครื่องรั่วก็ควรจะเปลี่ยนซีลหน้าเกียร์ ด้วย แม้ว่าจะยังไม่รั่วก็ตาม เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเล็กน้อยดีกว่า มาเปลี่ยนทีหลัง ซึ่งจะต้องเริ่มนับหนึ่ง กันใหม่
จากนั้นก็ตรวจดูการรั่วซึมของชุดปั๊มคลัตช์ตัวล่าง โดยรูดเอายางกันฝุ่นออก ก็จะเห็นร่องรอย ของการรั่วซึม เมื่อตรวจตราทุกอย่างจากใต้ท้องรถ อาจจะมีซีลตัวเล็กๆ รอบๆ ห้องเกียร์อีก 2-3 ตัว ก็ตรวจหาพร้อมกันไปเลย และต้องไม่ลืมดูท่อหายใจ ตรวจหาสภาพการอุดตันด้วย
นอกนั้นก็เป็นเรื่องของการตรวจตราดูภายในห้องเครื่อง ที่แม่ปั๊มคลัตช์ตัวบน ตรวจหาร่องรอยของการรั่วซึมของน้ำมันและตรวจ ดูระดับน้ำมันในกระป๋อง รวมทั้งคุณภาพของน้ำมันจากกลิ่นและสี
อย่างไรก็ตาม สำหรับรถที่ไม่มีการรั่วซึมแต่อย่างใด จำไว้ว่า ควรจะเปลี่ยนน้ำมันคลัตช์และน้ำมันเบรกปีละ 1 ครั้ง และควรจะ เปลี่ยนพร้อมๆ กันไป
อีกครั้งกับเทคนิคการขับรถยนต์ โดยใช้เกียร์ Auto ครับ เริ่มต้นที่การสตาร์ทเครื่องยนต์ ต้องผลักคันเกียร์ไปอยู่ที่ตำแหน่ง P ทุกครั้ง และควรเหยียบแป้นเบรกเอาไว้ด้วย เป็นการเสริมความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่ง และเมื่อเครื่องยนต์ติดขึ้นมา ปล่อยให้เครื่องยนต์ เดินเบาสักหนึ่งนาที จากนั้นก็เหยียบเบรกเอาไว้ให้แน่น แล้วโยกคันเกียร์ไปที่ D เพื่อให้รถเคลื่อนเดินหน้า
จำเอาไว้ง่ายๆ ว่า หากต้องการเปลี่ยนเกียร์ในขณะที่รถจอดนิ่งอยู่ ควรเหยียบเบรกทุกครั้ง เมื่อโยก คันเกียร์ เพื่อความปลอดภัย และเป็นการป้องกันการผิดพลาด ยกเว้นแต่ในคนขับรถ ที่คิดว่าตนเอง มีความ ชำนาญกับเกียร์อัตโนมัติเพียงพอ จนถึงขนาดเปลี่ยนจังหวะ อัตราทดเกียร์ด้วยการโยกคันเกียร์เอง ตาม ความพอใจขณะรถวิ่งอยู่
การขับรถเกียร์อัตโนมัติสำหรับมือใหม่หรือมือเก่าที่ขี้เกียจมากๆ อย่างผม หรือจะเรียกให้ถูกว่า ผู้ที่ต้องการใช้งาน ให้คุ้มค่า กับการจ่ายเงินเพิ่ม เพื่อซื้อความสบาย ผมแนะนำว่าเมื่อขับเคลื่อนรถไปข้างหน้า ให้ใช้ที่ตำแหน่งเกียร์ D เพียงตำแหน่งเดียว ไม่ว่าจะ เป็นการเร่งแซงหรือไม่ก็ตาม ให้อยู่ในตำแหน่ง D แล้วฝึกหัดการใช้คันเร่งเป็นตัวช่วยลดอัตราทดของเกียร์ แบบที่เขาเรียกกันว่า “คิกดาวน์” แทนการโยกเกียร์
กล่าวคือ เมื่อจะเร่งแซง ก็ให้ถอนน้ำหนักการกดของเท้าที่เป็นคันเร่งออกมานิดหนึ่ง แล้วกดซ้ำลงไปอย่างรวดเร็ว รถจะมีอาการ คล้ายๆ กับเปลี่ยนอัตราทดเกียร์ให้ต่ำลงมา ที่นักขับรุ่นเก่าแต่ไม่ยอมแก่อย่างผมเรียกว่า “เชนจ์เกียร์” แต่ในรถยนต์บางยี่ห้อ ก็ใช้ วิธีกดแป้นคันเร่งลงไปเร็วๆ ให้จม ไม่ต้องถอนน้ำหนักเท้าออกมาก่อนก็มี ต้องศึกษาจากคู่มือดูครับ หรือจะลองด้วยตนเองก็ได้ ไม่เสีย หายแต่อย่างใดทั้งสิ้น แล้วฝึกให้ชิน
***ส่วนในกรณีที่มีข้อถกเถียงกันจนโลกแตก ราวกับถามว่ายาบ้าระบาดนั้น เกิดจากผู้เสพของเมืองไทยมากขึ้น หรือเกิดจากผู้ผลิตในต่างแดนผลิตมากขึ้น นั่นคือคำถามที่ถามกันนักหนาว่า “ติดไฟแดงจะให้เปลี่ยนมาที่ N หรืออยู่ที่ D แล้วเหยียบเบรกดีครับ (คะ)”
ขอตอบเป็น 2 กรณีว่า 1. หากติดไฟแดงหรือจอดรถไม่นานนัก และประกอบกับปรับตั้ง รอบเดินเบา ของเครื่องยนต์ได้นิ่งดี ก็เหยียบเบรกแล้วปล่อยให้เกียร์อยู่ที่ D เถิดครับ เอาให้เหยียบเบรกแน่นๆ เท่านั้น ส่วนใครที่กลัวว่าจะเผลอเรอ ปล่อยให้รถไหล ไปชน คันหน้า ให้ดึงเบรกมือขึ้นมาช่วยอีกก็ได้
แต่หากจอดนานกว่านั้นค่อยโยกคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง N แล้วเหยียบเบรกหรือดึงเบรกมือเอาไว้ด้วย ไม่ต้องโยกไปจนถึงตำแหน่ง ของ P นะครับ ซื้อเกียร์อัตโนมัติมาทั้งที จะไปโยกไปโยกมาให้เมื่อยตุ้มทำไมก็ไม่รู้
ที่มา http://www.geocities.com/sportcompactcars/Thaia2.html
การเลือกยางรถยนต์
Posted by admin on
กันยายน 19, 2009
ขนาดยางที่เหมาะสมกับรถของคุณ
หากคุณคือผู้หนึ่ง ที่กำลังคิดจะเปลี่ยนยางชุดใหม่ให้กับรถยนต์คันโปรด ซึ่งรับใช้คุณมานานจนกระทั่ง ดอกยางสึกหรอใกล้หมดแล้ว การเลือกขนาดยางชุดใหม่นั้น ก็ควรเลือกใช้ขนาดเดิมที่ติดรถออกมาจากโรงงานประกอบร ถยนต์ เพราะได้ผ่านการทดสอบในทุกสภาวะการใช้งานมาแล้วจากโร งงานประกอบว่า ปลอดภัย คุ้มค่า และให้ความสะดวกสบายในการขับขี่ นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึง นั่นก็คือ ความสามารถในการรับน้ำหนักของยาง ละขีดจำกัดความเร็วสูงสุดของยางเส้นนั้น ซึ่งจะถูกกำหนดมากับยางรถยนต์ทุกเส้น เพื่อเป็นข้อกำหนดควบคุมการใช้งาน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยอย่างเต็มที่ ซึ่งหาก ต้องการทราบถึงข้อมูลเพิ่มเติม
ก็สามารถติดต่อ สอบถามได้จากบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ยี่ห้อต่างๆ ที่คุณใช้งานอยู่
เปลี่ยนยางเส้นเดียวควรไว้ที่ตำแหน่งใด
ตามมาตรฐานแล้ว ยางที่อยู่บนเพลาเดียวกัน ควรจะมีขนาดดอกยาง และอัตราการสึกหรอเท่ากัน เพื่อที่เวลาเบรกกระทันหันแล้วจะไม่เกิดอาการรถปัด หรือเสียการทรงตัว ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ หากยางในตำแหน่งล้อหน้า และล้อหลังแตกต่างกันแล้ว ให้เอายางที่มีความสามารถในการยึดเกาะถนน น้อยกว่าไว้ในตำแหน่งล้อหน้า โดยพิจารณาจากขนาดดอกยาง และอัตราการสึกหรอ ดังนั้น การเปลี่ยนยางใหม่ครั้งละ 2 เส้น จึงควรนำยางใหม่ไว้ในตำแหน่งล้อหน้าเสมอ เพื่อให้การควบคุมพวงมาลัยทำได้อย่างแม่นยำ แต่ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนยางเพียงเส้นเดียว เนื่องจากการเปลี่ยนยางเพียงเส้นเดียวนั้นไม่สามารถ จับคู่เข้ากับยางเดิม ในตำแหน่งล้อหน้าหรือล้อหลังได้เลย ก็ควรนำไปเป็นยางอะไหล่ แล้วรอจนกว่าจะซื้อยางเส้นใหม่เพิ่มขึ้นอีก 1 เส้น ที่มีขนาดและดอกยางเดียวกันกับยางอะไหล่เดิม จึงจะสามารถจับคู่กันได้
ข้อควรรู้ในการเปลี่ยนยางใหม่
เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนยางเส้นใหม่หรือชุดใหม่สำหรับรถค ุณ สิ่งที่คุณควรรู้และตรวจสอบทุกครั้งก็คือ
1.ควรเลือกใช้ยางที่มีขนาด ชนิดโครงสร้างของยาง ลักษณะดอกยาง และความลึกร่องดอกยางที่
เหมาะสมกับประเภทการใช้งาน
2.ควรเลือกใช้ยางยี่ห้อและรุ่นเดียวกันทั้งชุด หากจำเป็นหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรใส่ยางยี่ห้อและ
รุ่นเดียวกันในเพลาหรือล้อคู่เดียวกัน
3.ควรเปลี่ยนยางทั้งชุดในคราวเดียวกัน เพื่อให้ประสิทธิภาพการใช้งานของยางทุกเส้นใกล้เคียง กัน
หรือเปลี่ยนครั้งละ 2 เส้นในเพลาเดียวกัน
4.หากจำเป็นต้องเปลี่ยนคราวละ 2 เส้น ยางเส้นใหม่ควรติดตั้งที่ตำแหน่งล้อขับเคลื่อน
5.กรณีที่เลือกใช้ยางแบบทิศทางเดียว (uni-direction) ต้องตรวจดูทิศทางการหมุนของยางว่าถูกต้อง
ไปตามทิศทางที่กำหนดหรือไม่ โดยสังเกตจากเครื่องหมายลูกศรที่ระบุไว้บนแก้มยาง เพราะการใส่ยาง
กลับทิศทาง จะทำให้ประสิทธิภาพของยางในการรีดน้ำลดลง
ในการเปลี่ยนยางเส้นใหม่หรือชุดใหม่นั้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน ยังมีข้อแนะนำอื่นๆ เพิ่มเติมอีก ดังนี้
1. ควรเลือกขนาดความกว้างของกระทะล้อ ที่เหมาะสมกับยางขนาดนั้นๆ (ประมาณ 70-75%
ของความกว้างยาง)
2. ต้องทำการถ่วงล้อทุกครั้งที่เปลี่ยนยาง เพื่อให้การหมุนของยางเกิดความสมดุล และไม่เกิดอาการ
สั่นที่พวงมาลัยและตัวรถเมื่อขับขี่ใช้งานจริง
3. เมื่อเปลี่ยนยางใหม่ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเปลี่ยนทั้ง 4 เส้น หรือ 2 เส้นด้านหน้า ควรต้องทำการตรวจเช็ค
ศูนย์ล้อเสมอ เพื่อป้องกันการสึกหรอผิดปกติเกิดขึ้น
แค่นี้ ก็ช่วยให้คุณเกิดความมั่นใจมากขึ้น จากการเปลี่ยนยางเส้นใหม่สำหรับรถของคุณ และได้รับประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน
การปรับตัวของยางใหม่
ยางรถยนต์เส้นใหม่ก็เช่นเดียวกับเครื่องยนต์ใหม่ เมื่อเริ่มนำไปใช้งานจริงก็ต้องมีการปรับสภาพตัวเองไ ปกับการใช้งาน หรือที่เรียกกันว่า ระยะรันอิน (run in) ดังนั้น
ในระยะ 100-200 กิโลเมตรแรกของการใช้งาน จึงไม่ควรใช้ความเร็วสูงเกินไป ควรขับขี่อยู่ที่ความเร็วไม่เกิน 80-100 กม./ชม. เพื่อให้โครงยาง แก้มยาง
และหน้ายางปรับสภาพไปกับการใช้งานบนพื้นผิวถนน เนื่องจากมุมล้อของรถแต่ละคันนั้น ไม่ว่าจะเป็น มุมโท (toe) มุมแคมเบอร์ (camber) หรือ มุมคาสเตอร์ (caster)
ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ยังเป็น การถนอมช่วงล่างของรถอีกด้วย
นอกจากนี้ สำหรับยางใหม่ที่ได้รับการเติมลมยางครั้งแรกแล้ว ควรเพิ่มความถี่ในการตรวจเช็คความดันลมยางด้วย เพราะโครงยางจะมีการยืดขยายออกอีกเล็กน้อย สืบเนื่องจากการปรับสภาพในการใช้งานจริง ซึ่งอาจเป็นผลให้ความดันลมยางลดต่ำลงเล็กน้อย ดังนั้น จึงควรตรวจเช็คความดันลมยางทุกๆ สัปดาห์ หรืออย่างน้อยเดือนละครั้ง
เลือกยางอย่างไรให้เหมาะสมกับการใช้งาน
โดยปกติแล้ว บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ได้ออกแบบยางเพื่อให้ผู้ขับขี ่เลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานที่แตกต่างกันไป ซึ่งมีดอกยางในลักษณะต่างๆ กัน เช่น
ดอกบล็อก
จะมีลวดลายของดอกยาง แยกเป็นอิสระต่อกัน เพื่อเพิ่มการยึดเกาะถนนและรีดน้ำได้ดี ทำให้ควบคุมพวงมาลัยได้ง่าย และช่วยในการทรงตัวของรถ อีกทั้งดอกยางยังสามารถระบายความร้อนได้ดีอีกด้วย ดอกยางที่มีลักษณะเป็นบล็อกเล็กๆ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเงียบและนุ่มนวลในการขั บขี่ แต่หากต้องการ
เพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนน ก็ต้องเลือกดอกยางที่เป็นบล็อกใหญ่ขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีลักษณะดอกยาง ที่เป็นดอกบล็อกเช่นกัน ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะเรียกว่า…
ยูนิ-ไดเร็กชั่น
ซึ่งลายดอกยางนั้น จะเป็นร่องยางขนานกันไปทั้งซ้ายและขวาในทิศทางเดียวก ัน โดยจะมีลูกศรที่แก้มยางกำหนดทิศทางการหมุนของยาง เพิ่มประสิทธิภาพในการรีดน้ำ ทำให้รถทรงตัวได้ดีในสภาพน้ำขัง ยางชนิดนี้เหมาะสำหรับรถยนต์ที่ขับขี่ด้วยความเร็วสู งโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม หากใส่ยางกลับทิศ
จากที่กำหนด ประสิทธิภาพการรีดน้ำของยางก็จะลดลง
สำหรับผู้ที่นิยมรถขับเคลื่อน 4 ล้อ มีอีกทางเลือกหนึ่งในการเลือกยางให้เหมาะสมกับการใช้ งาน ซึ่งเป็นยางที่มีลักษณะเป็นดอกยางที่ถูกออกแบบมาให้ส ามารถใช้งานได้ เหมาะสมกับทุกสภาพถนนในทุกฤดูกาล นั่นก็คือ
ดอก ออล เทอร์เรน
ซึ่งเป็นลักษณะดอกบล็อกอีกแบบหนึ่ง แต่หากเป็นผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยในลักษณะ off-road ลุยเข้าไปในป่าแต่เพียงอย่างเดียว การเลือกใช้ยางที่เป็นแบบ mud terrain อาจมีความเหมาะสมมากกว่า
ข้อดีข้อเสียของการเปลี่ยนขนาดขอบกระทะล้อและยาง
การเปลี่ยนขนาดของขอบกระทะล้อและยางนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนให้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากขึ ้น หรือน้อยลงก็ตาม มีทั้งข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
การเปลี่ยนกระทะล้อให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใหญ่ ขึ้น แต่ใช้ยางที่มีขนาดความสูงของแก้มยางต่ำลง หรือ มีซีรี่ส์ต่ำลง มีข้อดีก็คือ ช่วยเพิ่มการทรงตัวและยึดเกาะถนน ขณะที่ใช้ความเร็วบนทางตรงและทางโค้งได้ดียิ่งขึ้น การเบรกก็ทำได้ดีกว่าเดิม แต่ข้อเสียก็คือ การต้องใช้แก้มยางที่ต่ำลง ทำให้ช่วงล่างสึกหรอเร็ว และความนุ่มนวล ในการขับขี่ลดลง
ส่วนการเปลี่ยนขนาดกระทะล้อให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลา งที่ใหญ่ขึ้น และใช้ยางที่มีขนาดความสูงของแก้มยางเท่าเดิมหรือเพิ ่มขึ้น ข้อดีคือ มีความนุ่มนวลเพิ่มขึ้น แต่อัตราเร่งอาจลดต่ำลงกว่าเดิม การทรงตัวในขณะขับขี่ ด้วยความเร็วสูงก็จะไม่ดีเท่าที่ควร
เครดิต http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=7921
tags: การเลือกยางรถยนต์, ยางรถยนต์, รถยนต์
No Comments
งาน BMW Expo No.2
Posted by admin on
กันยายน 13, 2009
สำหรับภาค 2 ต่อจากบทความที่แล้ว จะเอาบรรยายกาศรอบ ๆ งาน BMW Expo และ บรรยากาศรอบ เซ็นทรัลเวิร์ค มาฝากนะครับ ขอย้ำ พริตตี้สวยมาก อิอิ ถ้าไม่มีแฟน จัด เลย






















